ค่าเสียหายส่วนแรกประกันรถยนต์ คืออะไร เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าที่สุด

ค่าเสียหายส่วนแรก” ในกรมธรรม์ประกันรถยนต์คืออะไร และทำไมบางครั้งเราถึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้เมื่อเกิดเหตุ? การทำความเข้าใจค่าเสียหายส่วนแรก ทั้งแบบที่เลือกได้ (Deductible) และแบบที่ต้องจ่ายตามเงื่อนไข (Excess) เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีผลโดยตรงการรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกเมื่อต้องการเคลมประกัน

 

ทำความเข้าใจ "ค่าเสียหายส่วนแรก" ในประกันรถยนต์

ก่อนจะไปถึงรายละเอียด เรามาปูพื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจกันก่อน "ค่าเสียหายส่วนแรก" คือจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยตกลงที่จะร่วมรับผิดชอบ ตามจำนวนเงินที่ระบุในตารางกรมธรรม์โดยค่าเสียหายส่วนแรกจะ ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเมื่อรถยนต์เกิดความเสียหาย เช่น เกิดรอยขีดข่วนเล็กน้อยที่ไม่ทราบสาเหตุ ความเสียหายจากสิ่งของตกใส่รถ เช่น หินกระเด็น กิ่งไม้หล่น วัสดุตกใส่ อุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี เช่น ขับชนเสาไฟ ต้นไม้ กำแพง ฟุตบาท รวมถึงกรณีที่รถถูกเฉี่ยวชน แต่ไม่สามารถระบุคู่กรณีได้

 

ค่าเสียหายส่วนแรก เหมาะกับผู้ที่มีความชำนาญในการขับขี่ ข้อดีคือทำให้ผู้ขับขี่มีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะในการเคลมทุกครั้ง ผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก กรณีที่ความเสียหายของรถยนต์เข้าเงื่อนไขที่กำหนดและยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่อยากประหยัดค่าเบี้ยประกันภัยอีกด้วย

 

โดยทั่วไปแล้ว ค่าเสียหายส่วนแรกในประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ค่า Deductible (ดีดักทิเบิ้ล) และ ค่า Excess (เอ็กเซส)

1. ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible): คือ จำนวนเงินที่แสดงอยู่ในแพ็กเกจประกันภัยรถยต์ ที่ผู้เอาประกันสามารถเลือกซื้อและตกลงในการร่วมรับผิดชอบตามจำนวนเงินที่ถูกระบุในหน้ากรมธรรม์ เมื่อเกิดการเคลมโดยที่ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายประมาทหรือไม่มีคู่กรณี การเลือกแพ็กเกจที่มีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) นี้ จะได้เบี้ยประกันภัยที่ประหยัดกว่าแพ็กเกจที่ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) อีกด้วย

 

2. ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess): คือ จำนวนเงินค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดชอบ เมื่อเกิดการเคลมในอุบัติเหตุที่เป็นฝ่ายประมาท หรือที่ไม่มีคู่กรณี ตามเงื่อนไขที่กรมธรรม์กำหนด

 

 

เจาะลึก "ค่า Deductible" ความรับผิดชอบที่เลือกได้

ค่า Deductible คือค่าเสียหายส่วนแรก ที่ผู้เอาประกันสามารถเลือกได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ต้องการ"ลดค่าเบี้ยประกัน" ให้ถูกลงเมื่อประเมินพฤติกรรมการขับขี่และการใช้งานรถยนต์ ว่ามีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย

 

ข้อดีของค่า Deductible: ประหยัดเบี้ยประกันได้อย่างไร

ยิ่งคุณเลือกรับผิดชอบค่า Deductible สูงเท่าไหร่ เบี้ยประกันของคุณก็จะยิ่งถูกลง ตัวอย่างการคำนวณเบี้ยประกัน สมมติว่าเบี้ยประกันรถยนต์ 2+ ปกติอยู่ที่ 8,500 บาทต่อปี

 

●  หากคุณเลือก มีค่า Deductible 2,000 บาท เบี้ยประกันอาจลดลงเหลือเพียง 6,500 บาท

●  ซึ่งหมายความว่าคุณ ประหยัดค่าเบี้ยไปได้ถึง 2,000 บาท

 

ค่า Deductible เหมาะกับใคร

● ผู้ขับขี่ชำนาญ มีประสบการณ์ขับขี่สูง ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุใหญ่

● ผู้มีประวัติดี ไม่เคลมบ่อย และขับขี่มีวินัย

● ผู้ใช้รถน้อย ใช้เฉพาะโอกาสจำเป็น เดินทางระยะสั้น หรือขับในเส้นทางที่มีความเสี่ยงต่ำ

● ผู้ขับขี่ระมัดระวัง มีพฤติกรรมปลอดภัย เคารพกฎจราจร และมีสติทุกครั้งที่ขับ

 

เจาะลึก "ค่า Excess"

ค่า Exces คือค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันต้องร่วมรับผิดชอบตามเงื่อนไขกรมธรรม์ จะเกิดขึ้นได้ 2 กรณี

 

1. เมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยเกิดความเสียหายโดยไม่มีคู่กรณี เช่น ขับชนเสา ขูดฟุตบาท หินกระเด็นใส่รถ หรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถแล้วไม่สามารถระบุหลักฐานของคู่กรณีได้ รวมถึงกรณีเมื่อผู้เอาประกันเป็นฝ่ายประมาท

2. ตามคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดให้ใช้กรมธรรม์ประกันภัยแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568

 

กรณีเกิดความเสียหายโดยไม่มีคู่กรณีหรือผู้เอาประกันเป็นฝ่ายประมาท โดยที่ไม่ได้ระบุผู้ขับขี่ หรือผู้ขับขี่รถยนต์ ณ เวลาเกิดอุบัติเหตุไม่ใช่บุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์ ประกันภัยยังคงให้ความคุ้มครองความเสียหาย

 

แต่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเอง ดังนี้

●  ความเสียหายต่อรถยนต์คันเอาประกันภัย 6,000 บาท

●  ความเสียหายต่อทรัพย์สินของคู่กรณี 2,000 บาท

 

สถานการณ์ที่ "ต้องจ่าย " ค่า Excess

● เมื่อเกิดรอยขีดข่วนเล็กน้อยที่ไม่ทราบสาเหตุ เช่น ถูกเฉี่ยวชนแล้วหนี หรือเจอรอยรอบคันแต่หาคู่กรณีไม่ได้

● เมื่อเกิดความเสียหายจากสิ่งของตกใส่รถ เช่น หินกระเด็น กิ่งไม้หล่น วัสดุตกใส่

● เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี เช่น ขับชนเสาไฟ ต้นไม้ กำแพง ฟุตบาท หรือชนสัตว์

● กรณีที่หาคู่กรณีหรือหลักฐานไม่ได้ เช่น รถถูกเฉี่ยวชน แต่ไม่สามารถระบุคู่กรณีได้

 

สถานการณ์ที่ "ไม่ต้องจ่าย " ค่า Excess

● การชนกับยานพาหนะทางบกที่มีคู่กรณีโดยชัดเจน

● กรณีที่พิสูจน์ได้ว่ามีคู่กรณี แม้คู่กรณีหลบหนี หากคุณมีหลักฐาน เช่น ภาพจากกล้องหน้ารถที่เห็นทะเบียนชัดเจน

 

ควรเลือกประกันรถยนต์แบบไหน: มีค่าเสียหายส่วนแรกหรือไม่

การตัดสินใจว่าจะเลือกประกันแบบมีหรือไม่มีค่า Deductible ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการขับขี่ งบประมาณ และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

ข้อดีและข้อควรพิจารณาเมื่อเลือก "มี " ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible)

 

ข้อดี

● เบี้ยประกันถูกลง: ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายรายปีได้มากขึ้น

● ส่งเสริมการขับขี่อย่างระมัดระวัง: กระตุ้นให้คุณใส่ใจกับการขับขี่มากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก

 

ข้อควรพิจารณา

● ต้องมีเงินสำรอง: ต้องเตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนแรกหากเกิดอุบัติเหตุ

● อาจไม่เหมาะกับมือใหม่: ผู้ที่ยังไม่ชำนาญในการขับขี่อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้บ่อยกว่า

 

ข้อดีและข้อควรพิจารณาเมื่อเลือกแพ็กเกจประกันแบบ "ไม่มี " ค่าเสียหายส่วนแรก

 

ข้อดี

● สบายใจเมื่อเกิดเหตุ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนแรกเมื่อเกิดอุบัติเหตุและเป็นฝ่ายผิด

 

ข้อควรพิจารณา

● เบี้ยประกันสูงกว่าแบบมีค่าเสียหายส่วนแรก

 

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเคลมที่มีค่าเสียหายส่วนแรก

ค่าเสียหายส่วนแรกจะคิดเป็น "ต่อเหตุการณ์ " หมายความว่าหากเกิดอุบัติเหตุ 2 ครั้งแยกกัน คุณก็ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก 2 ครั้ง

 

ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) จะช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อประกันได้อย่างเหมาะสมกับพฤติกรรมการขับขี่ ความต้องการ และงบประมาณมากยิ่งขึ้น

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถ้าเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งในหนึ่งปี จะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกทุกครั้งหรือไม่?

ค่าเสียหายส่วนแรกจะถูกคิดเป็น "ต่อเหตุการณ์ " หากเกิดอุบัติเหตุ 3 ครั้ง คุณก็จะต้องจ่ายทั้งหมด 3 ครั้ง โดยในแต่ละครั้งเป็นการจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง สูงสุดไม่เกินจำนวนที่ระบุในกรมธรรม์

 

หากเลือกประกันที่ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก Deductible เลย จะคุ้มกว่าหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและพฤติกรรมการขับขี่

● หากคุณมีประสบการณ์ขับขี่น้อย หรือเป็นมือใหม่หัดขับ มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง การเลือกซื้อแพ็กเกจที่ไม่มี Deductible จะเหมาะสมและคุ้มค่ามากกว่า

● แต่หากคุณมีประสบการณ์ขับขี่ดี หรือมีการขับขี่รถน้อยครั้ง มีโอกาสและความเสี่ยงต่อการเฉี่ยวชนค่อยข้างน้อยมาก การเลือกมี Deductible เพื่อจ่ายเบี้ยที่ถูกลงอาจคุ้มค่ามากกว่า

 

หากเกิดเหตุรถชนแล้วไม่รู้ว่าชนอะไรมา ต้องจ่ายค่า Deductible หรือไม่?

กรณีนี้เป็นความเสียหายที่ไม่สามารถระบุคู่กรณีหรือสาเหตุที่ชัดเจนได้ ดังนั้นผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก Deductible ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง สูงสุดไม่เกินจำนวนที่ระบุในกรมธรรม์